Google+

สติ๊กเกอร์บาร์โค้ด

           สติ๊กเกอร์บาร์โค้ด (Sticker barcode) คือ กระดาษที่เป็นสติ๊กเกอร์ มีเนื้อกาวติดอยู่ หลังกระดาษ เพื่อที่จะลอก และ นำไปติดสินค้า หรือ สิ่งของต่างๆ  เช่น รหัสของสินค้า พิมพ์เป็นแถบบาร์โค๊ด ชื่อสินค้า ราคาสินค้า และ รายละเอียดต่างๆ  เพื่อระบุตัวตนของสินค้านั้นๆ สติ๊กเกอร์บาร์โค้ด ที่จะนำเข้าเครื่อง        พิมพ์บาร์โค้ด จะเป็นม้วนกลมๆ มีแกนกระดาษด้านใน และมี กระดาษสติ๊กเกอร์ ยาวติดกันพันอยู่รอบๆแกนกระดาษ ในการสั่งสติ๊กเกอร์บาร์โค้ด และ การคิดราคา สติ๊กเกอร์ ปกติแล้ว จะคิดราคากันต่อดวง
เช่น สติ๊กเกอร์ ขนาด 3.2x2.5 cm. 1 ม้วนมี 5000 ดวง 1 แถว มี 3 ดวง วัดจาก ซ้ายไป ขวา



ส่วนกระดาษที่ใช้กันมีหลายชนิดมากๆ คือ ถ้า พิมพ์ติดสินค้าทั่วๆไปส่วนใหญ่จะใช้
 

1.กระดาษกึ่งมันกึ่งด้าน(TT) คือมีความมันเงา แต่ไม่เงามากฉีกขาดได้  ไม่กันน้ำ ราคากระดาษถูกกว่าเนื้ออื่นๆในขนาดเท่ากัน  ติดสินค้าทั่วๆไป
2. กระดาษ ยูโป้ (UPO) เนื้อด้านๆเนียนๆ ฉีกไม่ขาด กันน้ำ ติดสินค้าที่โดนน้ำ
3. กระดาษขาวด้าน (VL) กระดาษสีขาวด้านๆ ส่วนใหญ่ ใช้กันใน โรงพยาบาล เช่น ติดบนซองยา
4. กระดาษ อาร์ตมัน (AM)  ขาว เรียบ เงา เนื้อเนียน พิมพ์ออกมาเนียนสวย
5. ฟอยล์ (Foil)  ฉีกไม่ขาด ทนความร้อนสูงมาก มีราคาสูง เนื้อสีเทาๆ เหมาะกับอุตสาหกรรมรถยนต์ หรือติดอะไหล่รถยนต์ เช่น หม้อน้ำ ที่ต้องการการทนความร้อนสูง
  • กระดาษสติ๊กเกอร์แต่ละเนื้อแตกต่างกันอย่างไร...?

    กระดาษสติ๊กเกอร์บาร์โค้ด แต่ละเนื้อจะแตกต่างกันที่ "คุณสมบัติ" และ "ลักษณะ"
    ของการนำไปใช้งานซึ่งที่นิยมใช้โดยทั่วไปจะมีอยู่ 8 ชนิดด้วยกัน

    1. กระดาษสติ๊กเกอร์กึ่งมันกึ่งด้าน = เป็นเนื้อกระดาษสติ๊กเกอร์ที่นิยมใช้กันมากที่สุด
    เนื่องจากมีราคาไม่แพงมากเหมาะกับการใช้งานทั่วไป เช่น การติดราคาและรายละเอียด
    สินค้าที่มีการซื้อขายเปลี่ยนมือไว เนื้อกระดาษอยู่ได้ในสภาพแวดล้อมที่ปกติไม่ป้องกัน
    การขูดขีด หมึกมีโอกาสหลุดร่อนตามระยะเวลาการใช้งาน กระดาษสติ๊กเกอร์สามารถ
    ฉีกขาดได้ มีความมันเงาเล็กน้อย ใช้ได้กับหมึกพิมพ์ริบบอนเนื้อ wax

    2. กระดาษสติ๊กเกอร์ขาวด้าน = เป็นอีกเนื้อกระดาษสติ๊กเกอร์ที่นิยมใช้เช่นเดียวกัน
    ราคาอยู่ในระดับเดียวกับกระดาษสติ๊กเกอร์เนื้อกึ่งมันกึ่งด้าน ใช้ได้ในงานหลากหลายทั่ว
    ไป คุณสมบัติโดยรวมจะเหมือนกับกระดาษสติ๊กเกอร์กึ่งมันกึ่งด้าน จะมีความแตกต่าง
    ตรงที่เนื้อกระดาษไม่มีความมันเงา นิยมใช้กับหมึกพิมพ์ริบบอนเนื้อ wax

    3. กระดาษสติ๊กเกอร์ขาวมัน อาร์ตมัน = เป็นเนื้อกระดาษสติ๊กเกอร์ที่มีความมันเงา คมชัด
    สวยงาม อยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีความชื้นได้เล็กน้อย เหมาะสำหรับสินค้าต่างๆที่ต้องการ
    ความสวยงาม นิยมใช้กับหมึกพิมพ์ริบบอนสองประเภท คือเนื้อ wax และเนื้อ
    wax resin ขึ้นอยู่กับความต้องการในการใช้งานของลูกค้า

    4. กระดาษสติ๊กเกอร์เนื้อ PP Mat "Upo" = เป็นกระดาษสติ๊กเกอร์ชนิดพลาสติก มีความ
    ทนทานสูง ฉีกไม่ขาด สามารถกันน้ำได้ มีทั้งชนิดเนื้อมันเงาและเนื้อขาวนวล เหมาะกับงาน
    อุตสาหกรรมอาหาร งานห้องเย็น ใช้กับหมึกพิมพ์ริบบอนได้ทั้งเนื้อ wax resinและ resin
    ขึ้นอยู่กับความต้องการในการใช้งาน

    5. กระดาษสติ๊กเกอร์ Direct Thermal = เป็นกระดาษสติ๊กเกอร์แบบความร้อนที่ไม่ต้องใช้
    หมึกริบบอนในการพิมพ์ ในตัวกระดาษจะมีเคมีที่จะเกิดสีเมื่อโดนความร้อนในปริมาณที่พอ
    เหมาะ โดยหัวพิมพ์ซึ่งมีตัว "กำเนิดความร้อน" จะทำหน้าที่ส่งความร้อนมาที่กระดาษ ทำให้
    เกิดปฏิกิริยาทางเคมี จนทำให้สีของกระดาษเปลี่ยนแปลง นิยมใช้ในงานที่มีอายุการใช้งาน
    สั้น เนื้อกระดาษสติ๊กเกอร์จะมีผลกระทบเมื่อโดนความร้อน หรือแสง UV

    6. กระดาษสติ๊กเกอร์ฟรอยด์ = เป็นกระดาษสติ๊กเกอร์เนื้อหนาสีเทา เหมาะกับงานที่มีความ
    เฉพาะเจาะจง เหมาะกับงานที่ต้องการความคงทนสูง เช่น งานอุตสาหกรรมเครื่องยนต์ ซึ่ง
    ต้องการสติ๊กเกอร์ที่มีอายุการใช้งานยาวนาน ทนความร้อนได้สูง ขูดไม่ออก นิยมใช้คู่กัน
    กับหมึกพิมพ์ริบบอนเนื้อ resin เนื่องจากเป็นริบบอนที่ทนต่อการขูดขีดเช่นเดียวกัน

    7. กระดาษสติ๊กเกอร์เนื้อขาวนวล "TTR Transfer" = เป็นกระดาษสติ๊กเกอร์ที่มีสีขาวนวล
    เนื้อเรียบเป็นพิเศษ มีความสวยงามจากความเรียบเนียนของพื้นผิว จึงทำให้เหมาะกับงาน
    พิมพ์สติ๊กเกอร์ที่ต้องการความสวยงามเป็นพิเศษ นิยมใช้กับหมึกพิมพ์ริบบอนสองประเภท
    คือเนื้อ wax ธรรมดา และ เนื้อ wax/resinขึ้นอยู่กับความต้องการในการใช้งาน

    8. กระดาษสติ๊กเกอร์เนื้อ " PVC "ใส = เป็นเนื้อสติ๊กเกอร์ชนิดพลาสติกใส มองทะลุได้
    มีความทนทานสูง ฉีกไม่ขาด สามารถกันน้ำได้ เหมาะกับงานเครื่องสำอาง ฉลากสินค้าที่
    ต้องการความหรูหรา ใช้ได้กับหมึกพิมพ์ริบบอนทั้งเนื้อ wax/resin และ resin
  • เนื้อกาวจะแบ่งประเภทออกดังนี้

    1. กาว P = เหมาะสำหรับกาวงานทั่วไป
    2. กาว S = เหมาะสำหรับงานสติกเกอร์ที่ต้องการความเหนียวเป็นพิเศษ
    3. กาว C = เหมาะสำหรับสติกเกอร์ที่ใช้งานร่วมกับผลิตภัณฑ์ที่แช่อยู่ในห้องเย็น
    4. กาว R = กาวรีมูฟเวเบิ้ล สามารถลอกออกและติดใหม่ได้โดยไม่ทิ้งคราบกาวไว้บนพื้นผิว
    5. กาว H = กาวเหนียวพิเศษคุณภาพสูง มีคุณสมบัติในการติดบนพื้นผิวที่มีความหยาบถึงหยาบมาก
  • "บาร์โค้ด" มีประโยชน์ต่อการทำธุรกิจอย่างไร

    บาร์ โค้ด หมายถึง เลขหมายประจำตัวสินค้า ใช้แทนด้วยแท่งบาร์ขาว-ดำ เรียงเข้าด้วยกัน
    และประกอบด้วยตัวเลข 8-13 หลัก สามารถอ่านได้ด้วยเครื่องสแกนเนอร์โดยอาศัยหลักของการ
    สะท้อนแสง นิยมใชักับสินค้าอุปโภคบริโภคแทบทุกชนิด และสินค้าสำเร็จรูปต่าง ๆ
    การออกเลขหมายให้กับสินค้าแต่ละตัวจะช่วยให้การติดต่อกันระหว่างผู้ค้า (ผู้ผลิต ผู้ค้าส่ง
    ผู้จัดจำหน่าย และผู้ค้าปลีก) สามารถทำงานได้ราบรื่นขึ้นเปรียบได้กับบัตรประจำตัวประชาชน
    ที่เป็นเครื่องชี้บอกถึงความแตกต่างกันของแต่ละคน เลขหมายประจำตัวสินค้าก็เป็นเครื่องชี้บอก
    ถึงความแตกต่างของสินค้าชนิดนั้นกับสินค้าอื่น ๆ สินค้าทุกชนิดที่มีความแตกต่างกันไม่ว่าจะเป็น
    ขนาด สี จำนวนบรรจุ จะมีเลขหมายประจำตัวสินค้าต่างกันตัวอย่างเช่น กาแฟผสมจะมีเลข
    หมายประจำตัวคนละเลขหมายต่างจากกาแฟสด หรือในกรณีกล่องใหญ่ที่บรรจุแก้ว
    12 ใบจะมีเลขหมายประจำตัวแตกต่างจากแก้ว 1 ใบ
Visitors: 21,012